Join MultiplyOpen a Free ShopSign InHelp
MultiplyLogo
SEARCH
Blog EntryDec 26, '07 12:32 AM
for everyone

สวัสดีทุกคน มีวีดีโอ และเรื่องราวที่ผมไปเจอ สึนามิมาเมื่อ 3 ปีที่แล้ว
วันนี้ได้ฤกษ์โพสต์ซ่ะที ครบรอบ 3 ปีวันนี้พอดี 26-Dec-2007
ในวีดีโอ ผมใส่เสื้อสีแดง ยืนเกาะต้นไม้อยู่ตอนท้ายๆ นะครับ

=====================================================

บันทึกสึนามิ 

เช้าวันที่ 25 ธันวาคม 2547 ผมออกจากบ้านตั้งแต่ ตี 5 เพราะนัดกับบรรดาเพื่อนๆ ที่จะไปหมู่เกาะสุรินทร์กัน พวกเราต้องขับรถไปขึ้นเรือที่คุระบุรี ให้ทันก่อน 9 โมงเช้า

ระหว่างทางต้องผ่านเขาหลัก ซึ่งเพื่อนหลายๆ คนออกปากชมว่าสวยดีนะที่นี่ ด้านซ้ายเป็นป่า ด้านขวาเป็นทะเล วันหน้าจะแอบพากิ๊กมา อิอิ โรงแรมก็สวย

ผมมานั่งย้อนนึกกลับไปวันนั้นถ้าเราเดินทางวันที่ 26 เราคงไม่รอดเหมือนกัน เพราะสึนามิมันพัดผ่านถนนเส้นนี้ ไกลถึง 2-3 กิโลเมตร

 

ในที่สุดเราก็เดินทางมาถึงคุระบุรีก่อน 9 โมงเล็กน้อย สาวๆ พากันเข้าห้องน้ำ ส่วนผมซื้อข้าวเหนียวไก่ทอดเดินกินเล่นไป คอยเวลาเจ้าหน้าที่มาเรียกลงเรือ ด้วยความบังเอินเจอพี่ที่เคยรู้จักกันนานแล้วคนหนึ่งแกเป็นเจ้าของผับชื่อดังในภูเก็ต "Timber Hut" นั่นเอง ถามไถ่กันได้ความว่ามาเที่ยวดำน้ำคนเดียว แกชื่อ โกเอ๋

 

ได้เวลาลงเรือเพื่อมุ่งหน้าสู่หมู่เกาะสุรินทร์แล้ว ทุกคนดูตื่นเต้นกันพอสมควร ลืมบอกไปเรามีเพื่อนอีกกลุ่มหนึ่งเดินทางไปก่อนพวกเรา 1 วัน รวมพวกเราก็ 19 คน

 

ในที่สุดเราก็มาถึงหมู่เกาะสุรินทร์อันสวยใส ลงจากเรือมาก็เจอเด็กมอแกน เดินเข้ามาหาพวกเราเหมือนจะขอขนมกิน พวกเราตื่นเต้นกันเพราะความใสและความเขียวของน้ำทะเล

 

ถ่ายรูปหมู่กันที่ป้ายมีคนนึงทักขึ้นมาว่า เอ้ย.. รีบถ่ายไปไหนว่ะ เรายังอยู่อีกหลายวัน อิอิ มาวันนี้คิดถูกครับที่เราถ่ายกันก่อนเพราะอีกวันถัดมาป้ายมันหายไปไหนก็ไม่รู้

 

หลังจากนั้นก็กินข้าวกินปลาที่ทางอุทยานจัดให้อร่อยมากครับ พอเสร็จ ผมก็ไปหาที่กางเต็นท์ เดินอยู่นานหายากมากครับแทบไม่มีที่กาง ในที่สุดก็ตัดสินใจมากางที่ช่องขาด ตรงหน้าหาดเลย เอาโซนเดียวกับเพื่อนๆ

เจอ อ้น สราวุธ ที่เป็นดารา มากับนาธาน และเพื่อนประมาณ7-8 คน กางอยู่ข้างๆ ผมประมาณ 3 เมตร

 

พอเรียบร้อยก็ออกเดินทางไปดำน้ำ ตามที่เขาจัดตารางให้ ตอนไปดำน้ำเสียดายไม่กล้าพากล้องไปเลยไม่มีภาพมาฝากครับ ดำน้ำเสร็จก็กลับมาที่พัก อาบน้ำอาบท่าก็ออกมาเดินเล่นถ่ายภาพกันอย่าสนุกสนาน

ดูเวลาใกล้จะได้เวลากินข้าวอีกเระ

 

หลังจากทานข้าวเสร็จก็มาเล่นดอกไม้ไฟกันสนุกสนาน แต่ภาพสุดท้ายที่ทำให้เราทุกคนหยุดเล่นแถมขนลุกทันทีที่ผมทักขึ้นมาว่า ดูคล้ายกับ ลอโบง หรือไม้แกะสลักของชาวมอแกน ที่ตั้งอยู่หน้าเกาะ ไว้เป็นเครื่องราง

 

สาวๆ ทุกคนกลับที่พักเหลือผมกับเพื่อนขนเบียร์ ไปนั่งกินหน้าเต็นท์ กันสองคนดูเวลาก็ประมาณ 4 ทุ่ม คุยกันไปเรื่อยเปื่อย เพื่อนพูดล้อเล่นผมว่า พี่ น้ำขึ้นจะถึงเต็นท์ แล้ว อิอิ ผมเดินไปดูเห็นน้ำขึ้นจริงๆ

ลองวัดดูห่างจากเต็นท์ผมประมาณ 1 ก้าว เรานั่งกินเบียร์ ไปคนละประมาณ 5-6 กระป๋อง (กินกันอึดเหมือนกัน)  แต่ก็รู้สึกเหงาเพราะ นั่งกัน 2 คน ตอนนี้ประมาณ 5 ทุ่ม ผมไปวัดน้ำ อีกแค่คืบเดียวถึงเต็นท์เลยครับ

โหพี่ สัมผัสธรรมชาติอย่างแท้จริง ไอ้เพื่อนมันเยาะเย้ย... พอตกเที่ยงคืน จึงบอกมันว่า ไปนอนแล้วว่ะเต็นท์ใครเต็นท์มัน คืนนั้นผมนอนรู้สึกหลับๆ ตื่นๆ ไม่รู้เป็นอะไร นอนไม่หลับ ดูเวลา ก็ตี 5.45 ก็ออกจากเต็นท์มาเดินสูดอากาศสดชื่นดีกว่า

 

รอเวลาพอมีแสงแรกของวันใหม่ เห็นผู้คนก็เริ่มตื่นกันแล้ว เลยคว้ากล้องออกมาถ่ายรูปเล่นทั้งที่หน้ายังไม่ล้าง ขาตั้งก็ไม่มี เอาน่าถ่ายสักหน่อยเพราะเห็นน้องคนหนึ่งตั้งใจถ่ายมากเลย น้องคนนี้มารู้จักกันทีหลังนะครับ

ประมาณ 8โมงเพื่อนๆ ก็เริ่มตื่นแล้วก็เลยลงมาถ่ายภาพเล่นกันหน้าหาด หลังจากนั้นได้เวลากินข้าว พวกเราเดี๋ยวกินข้าวเสร็จใครจะไปดำน้ำบ้าง มีพี่คนหนึ่งถามขึ้นมา ตอนนั้นเห็นมียกมือกันหลายคน แต่ผมไม่ไปเพราะมีคนบอกว่าให้ลองขึ้นเขาไปดูอาจจะได้ภาพสวยๆ ก็เลยขอไม่ไป

 

ผมกลับมาที่ช่องขาดอีกครั้งเห็นน้ำขึ้นเกือบถึงฝั่ง เห็นคนเดินเล่น เจอ โกเอ๋ เจ้าของผับ ทิมเบอร์ ฮัท เดินอยู่ดนเดียว ก็เข้าไปทัก และก็ถ่ายรูปให้แก 2 รูป แกพูดกับผมประโยคสุดท้ายว่า "เอ่อดีว่ะ วันนี้มีคนถ่ายรูปให้ ปกติพี่ถ่ายให้แต่คนอื่น ขอบใจมาก" ผมบอกแกว่าจะเอาไปให้ที่ร้านแล้วกันนะครับ นึกไม่ถึงว่าภาพนี้จะเป็นภาพสุดท้ายของแก

 

จากนั้นผมก็เดินเล่นถ่ายภาพไปเจอกับลุงมอแกนมานั่งรอเมียกับลูกที่ ช่องขาด ก็เลยจับลุงมาเป็นนายแบบซะเลยเพราะท่าสูบซิ๊กก้าของแก ดูได้อารมณ์มาก ผมถ่ายแกอยู่นาน ทั้งลุยน้ำลงไปถ่าย ถ่ายจากบนฝั่ง แกชักทำหน้างงๆ

 

ผมกลับมาทางหน้าหาด เห็นกลุ่มนักท่องเที่ยวจากเรือโอเชี่ยน ปรินซ์เซ็ท พร้อมเสื้อชูชีพสีเหลืองเดินลงมาถ่ายรูปหน้าช่องขาดประมาณ 100 คนเห็นจะได้ เดินกันเหลืองเต็มหน้าหาดไปหมด ผมคิด และก็บ่นในใจ ตูจะถ่ายอะไรว่ะเนี้ยเดินกันเต็มไปหมด

 

ระหว่างนั้นผมก็เอะใจนิดหน่อยว่า ทำไมน้ำลดเร็วจัง ตอนเราเดินมายังเต็มอยู่เลย มาตอนนี้น้ำมันหายไปไหนแล้ว

ผมเดินมาเจอเพื่อนที่ไม่ไปดำน้ำนั้งกันอยู่ 5-6 คน พร้อมปรึกษาว่าผมจะขึ้นเขา ใครจะไปบ้าง มีน้องคนหนึ่งทักผมว่าอย่าไปเลยพี่เดี๋ยว 11 โมง พวกที่ดำน้ำก็กลับมาแล้ว แค่ชั่วโมงเดียวพี่ลงมากินข้าวไม่ทันหลอก ฮื่อ ผมคิดนิดนึงเอาเป็นว่าไม่ไปก็ได้ เดินถ่ายหน้าหาดเหมือนเดิน ในขณะนั้นเห็นลุงมอแกนพายเรือมาหน้าหาดแล้ว เมียแกเดินกระเตงลูกมาขึ้นเรือ แต่ก็ทำหน้า งง กลัวๆ ไม่ยอมออกจากฝั่ง แกหันมาทางผม แล้วชี้มือไปด้านหน้าของเกาะ แล้วบอกว่า น้ำปิดน้ำมาเร็ว ผมก็ไม่เข้าใจ เห็นแค่น้ำ ไหลไปแรงมาก ผมเห็นคลื่นตีฟองอยู่ไกลๆ ผมก็ยังเฉยๆ แต่แกกับเมียลงจากเรือแล้วเข็นเรือทวนน้ำหนีออกไปทางหลังเกาะ หลังจากนั้นผมเห็นคลื่นลูกใหญ่ประมาณ 2 เมตรเห็นจะได้มาด้วยความเร็วมาก คิดในใจน่าเล่นวินเซิฟร์ ก็เลยรีบวิ่งไปถ่ายรูปในขณะเดียวกันมันก็กวาดนักท่องเที่ยวที่ถ่ายรูปเล่นกันอยู่ กระเด็นไหลตามน้ำไป มีเสียงร้องให้ช่วย บางคนชูกล้องเพราะกลัวเปียกน้ำ ผมถ่ายได้ 2 ภาพ หันไปดูที่เต็นท์ของผม เห็นด้านข้างเกาะเหมือนน้ำล้นทะลักเข้ามา ก็รีบวิ่งมาที่เต็นท์ด้วยความเป็นห่วงเพราะยืมเพื่อนมา ผมรีบถอนสมอบก และยกเต็นท์วิ่งหนี้น้ำ ในมือยังถือ 300D อยู่ แต่ผมต้านแรงน้ำไม่ไหวครับเลยตัดสินใจปล่อยเต็นท์ แล้วสบัดรองเท้า สกอร์ คู่ชีฟที่ใส่มาหลายปี กระโดด แต่พลาดครับ 300D จุ่มลงไปในน้ำ ส่วนมืออีกข้างผมคว้าต้นไม้ไว้ได้ ต้นไม้ที่ผมคว้าไว้ได้ไม่ใหญ่นักครับเป็นรูปตัวV มีน้องคนที่ถ่ายภาพอยู่หน้าหาดคนนั้นมาเกาะอยู่ต้นเดียวกันกับผม หันหลังไปเห็นแอ้มเพื่อนผมกำลังเก็บของในเต็นท์ แต่ไม่ทัน น้ำพัดเธอไหลไปทางหลังเกาะ

ในใจตอนนั้น ด้วยความไม่รู้ผมคิดตำหนิเจ้าหน้าที่อยู่ในใจ ว่า ทำไมฤดูน้ำหลากอย่างนี้ ยังให้นักท่องเที่ยวมาเที่ยวกัน ในขณะที่น้ำพัดเอาเต็นท์ สัมภาระ กระเป๋า ทุกอย่างผ่านตัวผมไป น้ำตอนนั้นประมาณเกือบหน้าอก ผมบอกให้น้องช่วยเอา 300D ใส่เป้ข้างหลังของผมให้หน่อย เพราะกดไม่ได้แล้ว ผมถามน้องว่าเอาไงดี น้องบอกออกมาทันใด พี่ปีน ผมจึงเหยียบตรงง่ามรูปตัว v แล้วปีน ปรากฏว่า ปีนไม่ไหวครับ กระเป๋ากล้องผมหนักมาก ก็ได้แค่เหยียบตัว V ไว้ ในใจนึกถึงแม่ทันที

 

ผ่านไปซัก 5นาทีน้ำลดความแรงลงนิดนึงผมตัดสินใจลองลุยน้ำดู ปรากฏว่าสามารถลุยน้ำขึ้นมาบนภูเขาด้านข้าง มีเพื่อนผู้หญิงยืนอยู่หนึ่งคน ผมจึงเอา 300D ขึ้นมาถ่ายได้อีก2-3 รูป แล้วกล้องก็ดับไป ผมพาเธอข้ามเขา มาที่หน้าจุดรับนักท่องเที่ยว หาชูชีฟใส่ ถามเจ้าหน้าที่ว่าเกิดอะไรขึ้น พี่เขาบอกว่าไม่ทราบทำงานที่นี่มา 10 ปียังม่เคยเห็นอะไรแบบนี้

 

ผมไปช่วยเจ้าหน้าที่ เข็นเรือออกไปช่วยคนที่ถูกน้ำพัดออกไป มีคนลงมาช่วยเยอะเหมือนกัน ใจก็ยังนึกถึง เพื่อนที่ถูกน้ำพัดไปด้วยความเป็นห่วง สายตาก็มองหา ไม่เห็นเธอจนกระทั่ง เจ้าหน้าที่ รับเธอกลับมาได้พร้อมด้วยนักท่องเที่ยวคนอื่น

 

ผมยังคงช่วยเหลือ โดยเข็นเรือที่ออกไปช่วยคน มีคนหนึ่งตะโกนมาว่า มาอีกแล้ว สายตาผมหันไปทางทะเลทันทีมองห็นคลื่นลูกใหญ่ กำลังมา ระยะประมาณ 500 เมตรได้ ทุกคนวิ่งอย่างไม่คิดชีวิตขึ้นภูเขา ได้ยินคลื่นและเสียงไม้หัก เสียงดังมาก ในใจก็รู้สึกหลอนๆ กลัวๆ สัก 10 นาทีจึงสงบลง

 

ผมเดินลงมาสำรวจหลังจากเสียงสงบลง ภาพที่เห็น ห้องอาหารที่ใหญ่โต โต๊ะ เก้าอี้ เสา หายไปหมด ไม่เหลืออะไรเลยนอกจากพื้นปูน จุดรับนักท่องเที่ยวกระจกแตก ทุกอย่างพัง เจ้าหน้าที่ไล่ให้ขึ้นไปบนเขา ใจผมก็ยังเป็นห่วงพวกที่ไปดำน้ำว่าจะเป็นไงบ้าง ถามเจ้าหน้าที่ได้ความว่าปลอดภัยดี ก็อุ่นใจนิด แต่มีเจ้าหน้าที่ท่านหนึ่งบอกว่าภูเก็ตก็โดน สะพานสารสินขาด บางคนบอกให้ทำใจ ได้รับรายงานว่า ภูเก็ตเหลือเพียงตำนาน เพราะตอนนี้จมไปทั้งเกาะแล้ว อึ้งครับ..... ผมตกใจมาก น้ำตาไหล ด้วยความเป็นห่วงคนที่อยู่ที่บ้าน จิตใจ คิดไปต่างๆ นานา

 

ผมยังนั่งอยู่คนเดียวอย่างร้อนลุ่มในใจ จึงตัดสินใจเดินขึ้นเขาไปตามหาเพื่อนๆ ที่ตอนนี้ขึ้นเขาไปสูงมาก แทบจะถึงยอดเขา เพราะด้วยความตกใจกลัว ผมบอกเพื่อนว่า ภูเก็ตก็โดนนะแต่ไม่ทราบเป็นไงบ้าง หลังจากนั้นพาทุกคนลงมาที่ห้องพัก ลืมบอกไปครับห้องพัก อยู่บนภูเขา นะครับ นั่งรอเวลา มีเจ้าหน้าที่เอา น้ำ ขนม มาแจก ประทังความหิว

 

เวลาประมาณบ่าย 3 พวกที่ไปดำน้ำก็กลับมา สำรวจดูอยู่กันครบ ทั้ง 19 คน เจ้าหน้าที่บอกให้ทุกคนเตรียมข้าวของให้พร้อม เราจะอพยพทุกคนขึ้นเรือ โอเชียน ปรินซ์เซ็ท แบ่งกลุ่ม ละ 15 คน เป็นชุดๆ เพื่อขึ้นเรือหางยาว ไปยังเรือใหญ่ กว่าจะได้ขึ้นก็ ประมาณ 6 โมงกว่าเห็นจะได้ โดยกลุ่มผมอยู่หน้า อ้นสราวุธ หนึ่งกลุ่ม

 

หลังจากขึ้นเรือมาได้ ก็ได้รับการต้อนรับทั้งข้าว ปลาอาหาร ที่พัก อย่างดีจากทางเรือ มีพนักงานเอากางเกงของกับตันเรือมาให้ผมใส่ เพราะตัวที่ผมใส่ขาด ต้องขอขอบคุณมา ณ ที่นี้ด้วย

 

ผมประทับใจ เจ้าหน้าที่ทุกคนบนเรือมากครับ ทั้งที่พวกเราไม่ใช่แขกของเรือ  บริการพวกเราแบบ ดีที่สุด นี่แหละครับน้ำใจคนไทย

ส่วนกล้อง 300D ผมเอาแบตออกเช็ดทุกอย่างให้แห้ง และไม่เปิดประมาณ 2-3 วัน มั่นใจว่าแห้งสนิด ปรากฏว่าใช้งานได้ปกติครับ อุปกรณ์ทุกชิ้น ยกเว้นที่ชาร์ทถ่านซึ้งติดอยู่ในเต็นท์ อยู่ในสภาพดี

 

สุดท้ายก็ขอบคุณทุกคนที่ติดตามอ่านกันนะครับ หวังว่าไม่ช้าไปนะครับ แค่ 3 ปี เอง

ขอแสดงความเสียใจจากการจากไปของผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ครั้งนี้ รวมทั้ง โกเอ๋ ทิมเบอร์

 

26 Dec 2004 


56 CommentsChronological   Reverse   Threaded
ohnokko wrote on Dec 26, '07, edited on Dec 26, '07
บุญรักษา : )
eumhing wrote on Dec 26, '07
น่ากลัวจังพี่
vahaha2003 wrote on Dec 26, '07
หง่ะ
jameslogbook wrote on Dec 26, '07
ขนลุกเลยครับพี่...
ขนาดเคยฟังพี่เล่ามาแล้วนะ พอเห็นภาพกะอ่านอีกทียังขนลุกไม่หายเลย
djspida wrote on Dec 26, '07
โห..........ท่านพี่มีประวัติศาสตร์ที่โลกตะลึงเลยนะนี่ ยังไงก็ขอให้ผู้ที่สูญเสียชีวิตขอให้สู่สุขติด ส่วนผูที่ยังมีชีวิตรอดก็ขอให้สู้ชีวิตต่อไป เพราะคุณผ่านเหตุการณ์เลวร้ายไปแล้ว อิอิอิ โชคดีนะครับท่านพี่
ojummumo wrote on Dec 26, '07
อ่านแล้วน้ำตาไหลเลยค่ะพี่ ถ้าเป็นไปได้ไม่อยากให้มันเกิดขึ้นเลยจริงๆ T^T
dinsorsi wrote on Dec 26, '07
โชคดีมากครับพี่ โชคดีมาก มาก ขออย่าให้เจอกับใครอีกเลย
bonus99 wrote on Dec 26, '07
โชคดีมากเลยค่ะที่รอดมาได้
outschool wrote on Dec 26, '07
อย่าให้เกิดอีกเลย...............สาธุ
jayar13 wrote on Dec 26, '07
T-T
beautycats wrote on Dec 26, '07
@_@
changnoi78 wrote on Dec 26, '07
ครบ3ปีสึนามิแล้วเหรอ ขออย่ามีเหตุการณ์ร้ายๆแบบนั้นอีกเลย
phatthar wrote on Dec 26, '07
เป็นเหตุการณ์ที่หลายๆคนยากที่จะลืม ครบรอบสามปีแล้วยังใจหาย ขอร่วมแสดงความเสียใจกับผู้สูญเสียในเหตุการณ์นี้ด้วยค่ะ
greensnakegroup wrote on Dec 26, '07
สึนามิ เหรอพี่ ตลกน่า (แล้วผมก็ต้องวิ่งหนีไม่คิดชีวิต)
ikokphoto wrote on Dec 26, '07
ไว้อาลัยให้ทุกท่านที่จากไปครับ
bbphoto wrote on Dec 26, '07
อ่านแล้วใจหาย T_T อย่าเกิดขึ้นอีกเลย
tongfolio wrote on Dec 26, '07, edited on Dec 26, '07
โอ๊ว......น่ากลัวครับ....คนดีผีคุ้ม.....
สิ่งศักดิ์สิทธิ์ปกปักรักษา.................
ขอแสดงความเสียใจกับผู้ที่สูญเสียทุกๆคน ครับ........
phatpk wrote on Dec 26, '07
โอ้ว ผ่านมาแล้ว3ปีแล้วซิเนี่ยะ ไวเหมือนโกหกเนอะ
ดีใจด้วยที่ไม่เป็นไรนะครับ
tasan wrote on Dec 26, '07
ขออย่าให้เกิดขึ้นอีกเลยครับ

aunlees wrote on Dec 26, '07
พี่เขียนบทความได้ซึ้งทุกทีเลยนะคะ อ่านทีไร น้ำตาซึมทุกทีไป

เหตุการณ์เป็นอะไรที่น่าเศร้า และทำให้บางครอบครัวสุญเสียคนที่ตัวเองรัก ญาติ เพื่อนฝูง

และคนที่รู้จัก เป็นอะไรที่น่าสลดใจ หวังว่า มันคงจะไม่เกิดขึ้นอีก ได้แต่หวัง
mimiphotos wrote on Dec 26, '07
ต๊ะไว้ก่อน เด๋วมาอ่านค่ะ
un40144 wrote on Dec 26, '07
หวัดดีค่ะพี่หนุ่ม เวลาผ่านไป 3 ปี แล้วเนอะ แต่ความรู้สึกของผู้สูญเสียยังไม่เคยลืมเลือน สภาพเขาหลักและสถานที่ต่าง ๆ เริ่มเข้าสู่สภาวะปกติและจิตใจผู้คนเริ่มดีขึ้นตามไปด้วย เป็นกำลังใจให้กับทุกคนที่ประสบภัยพิบัติในครั้งนี้ค่ะ *-*
amm1055 wrote on Dec 26, '07
3 ปีผ่านไปแล้ว ไวจัง พอได้อ่านเรื่อง ก้อจำได้ถึงวินาทีที่หลุดลอยออกไป ...40 นาทีที่นอนเท้งอยู่กลางทะเล เกือบครึ่งค่อนวันที่ต้องนั่งจุ้มปุ๊กอยู่บนเขาแบบไม่รู้ชะตากรรมทั้งของตัวเองและคนภาคพื้นดิน รวมถึงชั่วโมงที่ต้องขนย้ายคนจากเกาะขึ้นเรือ Ocean Princess ลุ้นกันแทบทุกวินาทีที่กระแสน้ำเปลี่ยน กลัวจะไม่ได้ขึ้นเรือ ขอบคุณทุกคนทั้งเจ้าหน้าที่ของอุทยาน พนักงานของ Ocean Princess ที่มาช่วยเหลือ รวมถึงแขกทุกคนบนเรือ ที่จัดที่หลับที่นอนให้ เอื้อเฟื้อทั้งเสื้อผ้า ผ้าห่ม อาหารและรองเท้า ยังคงระลึกถึงอยู่เสมอ เป็นเหตุการณ์ที่ทำให้รู้สึกสูญเสีย ตื่นเต้น เศร้าสลดและปลาบปลื้มในน้ำใจของคนไทยไปพร้อม ๆ กัน ขอบคุณนะคะพี่หนุ่มที่บันทึกเรื่องราวแห่งความทรงจำนี้ไว้ ขอให้มีความทรงจำแบบนี้แค่ครั้งเดียวก็พอแล้ว..เนอะ ^^
triplesixz wrote on Dec 26, '07
ขอไว้อาลัยให้กับผุ้ที่จากไปครับ ดูภาพแล้ว ใจหายมากๆ
neophuket wrote on Dec 27, '07
amm1055 said
3 ปีผ่านไปแล้ว ไวจัง พอได้อ่านเรื่อง ก้อจำได้ถึงวินาทีที่หลุดลอยออกไป ...40 นาทีที่นอนเท้งอยู่กลางทะเล เกือบครึ่งค่อนวันที่ต้องนั่งจุ้มปุ๊กอยู่บนเขาแบบไม่รู้ชะตากรรมทั้งของตัวเองและคนภาคพื้นดิน รวมถึงชั่วโมงที่ต้องขนย้ายคนจากเกาะขึ้นเรือ Ocean Princess ลุ้นกันแทบทุกวินาทีที่กระแสน้ำเปลี่ยน กลัวจะไม่ได้ขึ้นเรือ ขอบคุณทุกคนทั้งเจ้าหน้าที่ของอุทยาน พนักงานของ Ocean Princess ที่มาช่วยเหลือ รวมถึงแขกทุกคนบนเรือ ที่จัดที่หลับที่นอนให้ เอื้อเฟื้อทั้งเสื้อผ้า ผ้าห่ม อาหารและรองเท้า ยังคงระลึกถึงอยู่เสมอ เป็นเหตุการณ์ที่ทำให้รู้สึกสูญเสีย ตื่นเต้น เศร้าสลดและปลาบปลื้มในน้ำใจของคนไทยไปพร้อม ๆ กัน ขอบคุณนะคะพี่หนุ่มที่บันทึกเรื่องราวแห่งความทรงจำนี้ไว้ ขอให้มีความทรงจำแบบนี้แค่ครั้งเดียวก็พอแล้ว..เนอะ ^^
ตอนออกไปเดินตามหา แอ้มเจอ คนใส่เสื้อสีดำที่เจ้าหน้าที่ช่วย ทีแรกตกใจมาก นึกว่าเป็นแอ้ม พอไปดูหน้าไม่ใช่ แต่สุดท้ายก็มาเจอแอ้ม โดยเจ้าหน้าที่ช่วยมาด้วยดิงกี้ พอเจอแอ้มคำแรกที่แอ้มพูดกับพี่ พี่จำได้ดี "พี่หนุ่มแอ้ม....... แอ้ม......ปวดฉี่...." ก๊ากกกกก
electrontr wrote on Dec 27, '07
ขอบคุณสำหรับการถ่ายทอดครับ

ฟังอีกครั้ง ก็ขนลุก

ขอยืนสงบนิ่งไว้อาลัยกับการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ครับ
electrontr wrote on Dec 27, '07
ขอให้มันกลายเป็นแค่ฝันร้าย

......

แล้วตื่นขึ้นมาพบฟ้าใหม่ที่สดใส ต้อนรับปีใหม่ที่จะถึง

โชคดี และมีความสุข ทุกท่านครับ
supertuesday wrote on Dec 27, '07
นึกถึงเหตุการณ์นี้ทีไร ก็เศร้าใจทุกทีครับ ขอไว้อาลัยให้กับผู้ที่สูญเสียทุกท่านครับ ดีใจที่คุณหนุ่มและเพื่อนๆปลอดภัยครับ
taronnn wrote on Dec 27, '07
ขนลุก

ตั้งแต่ พี่เอารูปเกาะสุรินทร์มาลงตอนนั้น ก็อยากจะถาม อยากจะให้พี่เล่า แหม วันนี้มาอ่าน รู้สึก กลัว ๆ แต่ก็ยังไม่กลัวที่จะไปเกาะสุรินทร์ หวังว่า คงจะไม่มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก
sarapaoa wrote on Dec 27, '07
เศร้าจัง...ไม่อยากให้เกิดอีกเลย
amm1055 wrote on Dec 27, '07
กำ -"- รายละเอียดปลีกย่อยเรื่องบทสนทนาตอนนั้น จำไม่ได้จริง ๆ ค่ะท่านผู้ชม แหมมม ตอนไปนอนลอยอยู่ในทะเลก็ไม่ได้นอนอยู่เฉย ๆ นะ เด๋วน้ำขึ้นก็พัดออกนอกฝั่ง น้ำลงก็โดนดึงกลับฝั่ง กลัวไอ้เต้นท์ที่เกาะอยู่มันจะไปเกี่ยวติดกิ่งไม้หรือก้อนหินโสโครกจะแย่ จะขึ้นฝั่งก็ไม่มีรองเท้า (กลัวเดินกลับแล้วจะโดนโน่นนี่ตำ) จะลงทะเล(ไปปล่อยฉี่)ก็ว่ายน้ำไม่เป็น แล้วถ้าเกิดกระแสน้ำพัดขึ้นลงกะทันหัน จะทำยังงัย เกิดโดนพัดไปตีกะหินโสโครก คงจะเจ็บแย่ เลยได้แต่นอนกลิ้งไปกลิ้งมาบนเต้นท์หลังใหญ่ที่มันพองลม หยิบไม้ที่มันลอยผ่านมาคุ้ยเขี่ยโน่นนี่ไปเรื่อย ๆ หลัก ๆ ก็คือพยายามดันตัวเองออกห่างฝั่งให้มากที่สุด เพราะเด๋วอะไรมาเกี่ยวเต้นท์ขาดแล้วจะเป็นเรื่อง เห็นเครื่องนอน กระเป๋าเสื้อผ้า กระเป๋ากล้องอุปกรณ์ต่าง ๆ นานา ลอยผ่านไปมาเต็มไปหมด แต่ไม่กล้าเกี่ยวมาเก็บไว้ เด๋วน้ำหนักจะหนักเกินกว่าที่เต้นท์รับได้ก็ซวยอีก ได้แต่นอนรอ รอ รอ ไม่รู้ว่าจะมีใครมาช่วยเรามั้ยน๊า มองลงไปในเต้นท์(ของใครไม่รู้) เค้ามีเก็บเสบียงอยู่บ้าง จำได้ว่ามีแครกเกอร์ทูน่าแล้วก็ของกินจุกจิกอีกนิดหน่อย เราก็เล็ง ๆ ไว้ เผื่อหิว ตอนที่ดิงกี้มารับก็ดีใจ๊ ดีใจ แต่พอโฉบไปรับคนอื่นที่หัวร้างข้างแตก บาดเจ็บคนละนิดละหน่อย ก็รู้สึกสลด สงสารเค้าที่ต้องมาเจ็บตัว และก็แอบดีใจว่าเรานี่หนอ โชคดีจริง ๆ ที่ไม่มีแม้แต่ลอยถลอก มาได้แผลเอาตอนหนีขึ้นเขานี่แหละ

บอกตรง ๆ เลยว่าจังหวะที่ยืนต้านน้ำที่เอ่อขึ้นมาไม่ไหวและโดนเต้นท์มากระแทกจนลอยออกไปจากฝั่งนั้น เราก็ตกใจเหมือนกัน เพราะเราว่ายน้ำไม่เป็น (ไม่เป็นท่า..ลอยตัวได้ แต่ไม่นาน) แต่เมื่อเกาะเต้นท์ใหญ่นั่นได้ก็ได้แต่มองทุกอย่างลอยผ่านไปอย่างงง ๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น ตอนลอยคออยู่นั้นไม่ได้กังวลอะไรมากไปกว่าการระวังไม่เต้นท์โดนเจาะและการได้กลับขึ้นฝั่ง ในใจก็นึกคำนวนคร่าว ๆ ไปถึงของที่อยู่ในเต้นท์ของตัวเองที่ได้ลงไปอยู่ใต้น้ำเรียบร้อยแล้ว แค่นั้นจริง ๆ เพราะตอนนั้นไม่เห็นใครเลย ได้แต่แปลกใจว่าทำไมมีกรูคนเดียวฟะ พอเต้นท์ลอยเข้าใกล้ฝั่งก็ได้ยินเสียงคนคุยกันแว่วๆ ก็ค่อยเบาใจ เดาได้ว่าเค้าคงจะเดินบุกป่ากลับไปที่สำนักงานอุทยาน (แต่เราจะไม่ยอมขึ้นฝั่งเด็ดขาด ด้วยกลัวเท้าเจ็บอย่างแรง) มาตกใจจริง ๆ ตอนเห็นคนบาดเจ็บและกลับไปพบความตื่นตระหนกตกใจของพี่ ๆ ที่ไปด้วยกันและหนีตายขึ้นไปอยู่บนเขาเรียบร้อยแล้วนั่นแล จึงรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องใหญ่และตระหนกตกใจตามไปด้วยในบัดดล

และเนื่องจากบนหมู่เกาะสุรินทร์ที่เราไปกันนั้น อยู่ใกล้ฝั่งพม่าเป็นอย่างยิ่ง แม้แต่ GSM ที่ว่าแรงนักชัดหนาก็ยังไปไม่ถึง ทำให้เราไม่ทราบความเป็นไปของคนบนผืนแผ่นดินใหญ่ ข่าวคราวที่ทราบว่าภูเก็ตโดนถล่มด้วยคลื่นยักษ์จนเหลือแต่ตำนานก็มาจากปากเจ้าหน้าที่ของอุทยานและ Ocean Princess ที่มาช่วยเหลือนั่นเอง จะจริงไม่จริงก็ไม่รู้ ในเมื่อเชื่อบ้างไม่เชื่อบ้างก็เลยทำให้เราเครียดซะเป็นส่วนใหญ่ ไหนจะเป็นห่วงเพื่อนอีกกลุ่มที่ออกไปดำน้ำ ว่าจะเป็นอย่างไรบ้างก็ยิ่งสติแตกไปกันใหญ่ แต่ในเมื่อต้องนั่งฟังเสียงคลื่นครืนๆ (อยากบอกว่าดังมากจนนึกว่าเป็นเสียงเฮลิคอปเตอร์มารับ) อยู่บนเขานานนับชั่วโมง ก็จำเป็นจะต้องมีความกังวลถึงชะตาชีวิตตัวเองแบบขำ ๆ บ้างไปตามเรื่อง เช่น เรื่องเงินเดือนและโบนัสปลายปี ว่ามันจะเข้าบัญชีรึยัง เรื่องรถที่จอดไว้ที่ออฟฟิศ (ซึ่งอยู่ใกล้ทะเลมาก) จะเป็นอะไรรึเปล่า (อันนี้กังวลมากหน่อย เพราะเพิ่งถอยมาได้เดือนกว่า ๆ ) ไหนจะปวดฉี่ หิวน้ำ ฯลฯ และด้วยว่ากลุ่มของพวกเราเป็นกลุ่มไฮโซ คืออยู่ใกล้ยอดเขามากที่สุดแล้ว ข่าวคราวภาคพื้นก็เลยมาถึงอย่างช้า ๆ ข่าวที่ว่ามีคนเสียชีวิต โรงอาหารที่ใหญ่โตหายไปพร้อมกับคลื่นลูกใหญ่ที่ส่งเสียงดังเมื่อตะกี้ ยิ่งทำให้รู้สึกสลดและตกใจ กว่าจะยอมตัดใจลงมาอยู่ที่บ้านพักเชิงเขาได้ก็บ่ายกว่า ๆ ตราบจนกลุ่มที่ไปดำน้ำและต้องวิ่งหนีขึ้นเขาอีกลูกที่อยู่ฝั่งขะโน้นเดินอ้อมเกาะกลับมาได้ครบ 19 คน ความกังวลใจจึงลดลงไปบ้าง

นี่เป็นความรู้สึกส่วนตัวก่อนที่จะได้กลับมาพบเห็นความเสียหายที่มากมายเกินกว่าที่เราจะนึกถึง ไม่อยากจะบอกว่ายืนร้องไห้อยู่หน้าทีวี ตอนที่กลับมาถึงบ้านและได้ดูข่าวของผู้ประสบภัยอื่นๆ ทั้งในภูเก็ต พังงา ระนอง อาเจ๊ะ.. มันเป็นภาพน่ากลัวกว่าที่เราเจอมากมายจริง ๆ และโชคดีเหลือเกินที่เพื่อน ๆ ทุกคนที่ไปด้วยต่างก็ช่วยเหลือกันเป็นอย่างดี คอยปลอบขวัญ ปลอบใจซึ่งกันและกัน ทั้ง ๆ ที่ตัวเองก็ร้องไห้ตาแดง ๆ อยู่ มันเป็นความประทับใจที่จะจดจำไว้ตลอดไป

ต้องขอขอบคุณพี่หนุ่ม ที่ทำให้เรารู้สึกอยากเขียนอะไรพวกนี้ไว้บ้าง ก่อนที่จะลืม ๆ มันไป ช่วงแรก ๆ ใครถามก็จะเล่ารายละเอียดได้มากมาย หลัง ๆ ก็หดสั้น เล่าแบบรวบย่อเพราะจำไม่ค่อยได้และขี้เกียจฉายซ้ำหลายรอบ อ่าน ๆ แล้วอาจจะดูขำ คงเป็นเพราะเราไม่ได้สูญเสียใครที่รู้จักหรืออะไร (นอกจาก MOTO V 200 T-T) ไปเลย มันเป็นประสบการณ์และความรู้สึกส่วนตัวของเราเพียงคนเดียวที่อยากจะแชร์ให้ทุกคนรู้ว่า ในความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ ก็มีความตื่นเต้นเล็ก ๆ ของโมเมนต์นั้นปะปนอยู่ด้วย เราว่าแล้วก็ขออนุญาตพี่หนุ่มส่งลิ้งค์และ copy บทความพวกนี้ไปให้เพื่อน ๆ และแปะไว้ที่ space เราบ้างนะ ^^
pixoh wrote on Jan 2, '08
บุญรักษาครับน้า
weenus wrote on Jan 10, '08
อ่านไปขนลุกไป เหตุการณ์นี้มันสุดๆจริงๆ
yadaolukkai wrote on Jan 12, '08
อ่านแล้วขนลุกเลยค่ะ
airwink wrote on Jan 17, '08
T.T
amesan wrote on Jan 28, '08
อ่าน + ดูวีดีโอจบแล้วต้องถอนหายใจยาว ๆ เลย
หดหู่กับเหตุการณ์ที่เกิด นึกถึงวันนั้นแล้วมันน่ากัวจริง ๆ ..
otto1982 wrote on Jul 1, '08
อ่านจบ เเล้วดูวีดีโอจบ เเล้วน่ากลัวมากเลยครับ
iamparis wrote on Jul 22, '08
น่ากลัวมากพี่....ผมใช้เวลาทั้งดูทั้งอ่านซะนานเลย....ครั้งหนึ่งในชีวิต T-T
tamm001 wrote on Sep 1, '08
อึ๋ยย
masatee wrote on Sep 17, '08
โชคดีมากคับ
nongmaiphoto wrote on Oct 14, '08
คับ อ่านจบแล้วก็อึ้งคับ
pbreed wrote on Oct 27, '08
อ่าน blog หน้านี้ของพี่เเล้วเศร้ามากๆๆ นี่ก้อจะสี่ปีเเล้วสินะคะ อ่านไป เเปล อังกฤษไปให้ทิมฟัง โดนบ่นอีก ว่าไม่อยากฟังเเล้วเศร้า เฮ้อ...เเต่พี่โชคดีมากๆนะคะ ประสบการณ์นี้ลืมไม่ได้เลย
ปูเป้ก้อเกือบไปเมืองไทยช่วงนั้นพอดี เลย เพราะทิมชอบทะเล ชอบภูเก็ต หากำหนดจะไปพอดีช่วง Christmas 04 เเต่มาท้องเเซคพอดีเลยไม่ได้ไป เพือนโทรมาบอกจาก Seattle ว่าดูข่าวรืเปล่า ตอนเค้าบอกก้อไม่คืดว่าจะเป็น Tsunami เพราะไม่เคยเกิดที่บ้านเรา พอดู CNN เเล้วตกใจมาก วีดีโอ พี่นี่ขายได้เลยนะ เพราะว่าก้อจะครบ สี่ปีเเล้ว ทาง อเมริกาก้อทำสาระคดีทุกๆๆปีคะ ช่อง NTGO, CNN, Discovery Channale ชอบๆๆดูมากๆๆเลย เรื่องพี่นี่น่าทำเป็นวันครบรอบสี่ปีเลยนะคะ
neophuket wrote on Dec 26, '08
ครบรอบสี่ปีวันนี้ เวลาผ่านไปเร็วมาก 26-12-2551
yoshi2k wrote on Dec 26, '08
อึ่งครับ อย่าให้เหตุการแบบนี้เกิดขึ้นอีกเลย
maneaw wrote on Jan 26, '09
น่ากลัวจิงๆอ่ะค่ะ
rat007 wrote on Apr 9, '09
อ่านจบแล้วเครียดเลยครับ
น่ากลัวจริงๆ
muayza79 wrote on May 8, '09
บังเอิญนึกถึงบรรยากาศที่ภูเก็ต เลยลอง Search ร้าน Timber Hut อยากรู้ว่าเป็นงัยบ้างตอนนี้ ก้อมาเจอ Blog คุณเข้า จำได้ว่าวันที่รู้ข่าวโก้เอ๋เสียแล้ว เรารู้สึกเศร้ามาก เพราะเคยเที่ยวร้านแกบ่อยๆ จนสนิทกัน ทุกวันนี้ยังระลึกถึงแกเสมอ คุณโชคดีจังนะคะ
lnwkanaza wrote on Jul 5, '09
พอดีเพิ่งได้มาอ่านตอนเกิดเหตูการณ์ผมเรียนอยู่กทม.พ่อแม่พี่น้องทุกคนอยู่ภูเก็ตหมดครับตอนนั้นตกใจมากครับทำไรไม่ถูกติดต่อใครไม่ได้ 2-3วันทำอะไรไม่ถูกเลย ยิ่งอยู่ในช่วงสอบ ตัดสินใจยังใง้องกลับบ้านมาให้ได้ พอนั่นรถถึงชุมพรถึงโทรหาป๋าติดดีใจมากๆจนไม่รู็จะอธิบายยังใงครับ พอมาอ่านบทความ โกหนุ่มน้ำตาไหลเลยครับนึกถึงความรู้สึกตอนนั้นอีก
preeranya wrote on Oct 28, '09, edited on Oct 28, '09
ตั้งแต่วันนั้น ปรีย่าก็ยังไม่ลืมเสียงคลื่น เลยค่ะ

คนโดนด้วยตัวเองจะรู้ว่าจังหวะเวลาแค่ห้าถึงสิบนาทีแต่ ณเวลานั้นมันช่าวนานนับวันนับเดือน

ทั้งชีวิตสิ่งที่ ป๊าม๊าสะสมมาหายไปพร้อมกับเสียงคลื่น บ้านไม่มีอยู่ เงินไม่มีใช้ อาหารไม่มีกิน แถมเจ็บตัว ทั้งจมน้ำ(โดนซัดไปเป็นกิโล) แล้วยังโดนอะไรบาดก็ไม่รู้เย็บตั้ง9เข็ม แถมอีกทีคือแผลยังติดเชื้อเกือบต้องตัดเท้าทิ้ง ต้องนอนให้หมอเฉียดเนื้อเน่าออก(ยาชาไม่ได้ผล) รักษาเกือบเดือน กว่าจะเย็บได้อีกครั้ง ดีหน่อยที่มีประกันชีวิต ค่าใช้จ่ายเลยไม่หนักหนา กลับมาบ้านก็ไม่มีบ้านอยู่(นอนโรงบาลเกือบเดือน) แถมยังต้องมารักษาอาการจิตหลอน(ได้ยินเสียงคลื่น) อีก

ดีหน่อยที่ครอบครัว4คนไม่มีใครเสีย ไม่งั้นคงไม่สามารถก้าวข้ามเวลานั้นมาได้

ถึงตอนนี้จะไม่มีคลื่นลูกนั้นพัดเข้ามาแล้ว แต่เสียงของมันไม่เคยจางหายไปจากใจเลย

แต่คนเราก็ต้องอยู่กับความจริงหล่ะนะค่ะ บอกได้เลยว่าอนาคตอันไม่ไกลนี้ คลื่นลูกนั้นจะกลับมาอีก แต่คาดว่าคราวนี้ทุกคนจะรับมือกับมันได้อย่างสงบ เอาบทเรียนที่เคยเกิดมาเป็นตัวอย่าง

ปัจจุบันปรีย่ากับครอบครัวก็ยังอยู่ที่เดิม ณ จุดที่คลื่นลูกนัดเคยซัดมา แต่คราวนี้ เราจะอยู่ด้วยกัน(ยืนกอดกัน) คิดว่าถ้าเรารวมกันแล้ว ความตายมันก็ไม่น่ากลัวอย่างที่คิดหรอกค่ะ

ขอบคุณพี่หนึ่งที่แชร์ประสบการณ์นะค่ะ อย่างน้อยก็ได้รู้ว่าเราไม่ได้อยู่คนเดียว
neophuket wrote on Dec 26, '09
วันนี้ 26 ธันวาคม 2552
ครบรอบ 5 ปีแล้ว เร็วจัง
หรือว่ามันยังไม่จางไป
จากความทรงจำนะ

ขอไว้อาลัยให้ผู้จากไป
ป่านนี้คงได้ไปเกิดกันแล้วนะ
khunchild wrote on Feb 21, '10
โชคดีพร่ะคุ้มน่ะครับ
manlaclub wrote on Aug 16, '10
เสียใจมาก
neophuket wrote on Dec 25, '10
วันนี้ 26 ธันวาคม 2553
ครบรอบ 6 ปี จะไปทำบุญที่วัดครับ
electrontr wrote on Dec 25, '10
มาร่วมไว้อาลัย และรำลึกถึงเหตุการณ์ด้วยครับ
nunucs wrote on Dec 25, '10
ร่วมไว้อาลัยด้วยครับ
naphasky wrote on Jan 23, '11
ครั้งหนึ่งในชีวิต ขออย่าได้เกิดขึ้นอีกเลย
Add a Comment