สวัสดีทุกคน มีวีดีโอ และเรื่องราวที่ผมไปเจอ สึนามิมาเมื่อ 3 ปีที่แล้ว
วันนี้ได้ฤกษ์โพสต์ซ่ะที ครบรอบ 3 ปีวันนี้พอดี 26-Dec-2007
ในวีดีโอ ผมใส่เสื้อสีแดง ยืนเกาะต้นไม้อยู่ตอนท้ายๆ นะครับ
=====================================================
บันทึกสึนามิ
เช้าวันที่ 25 ธันวาคม 2547 ผมออกจากบ้านตั้งแต่ ตี 5 เพราะนัดกับบรรดาเพื่อนๆ ที่จะไปหมู่เกาะสุรินทร์กัน พวกเราต้องขับรถไปขึ้นเรือที่คุระบุรี ให้ทันก่อน 9 โมงเช้า
ระหว่างทางต้องผ่านเขาหลัก ซึ่งเพื่อนหลายๆ คนออกปากชมว่าสวยดีนะที่นี่ ด้านซ้ายเป็นป่า ด้านขวาเป็นทะเล วันหน้าจะแอบพากิ๊กมา อิอิ โรงแรมก็สวย
ผมมานั่งย้อนนึกกลับไปวันนั้นถ้าเราเดินทางวันที่ 26 เราคงไม่รอดเหมือนกัน เพราะสึนามิมันพัดผ่านถนนเส้นนี้ ไกลถึง 2-3 กิโลเมตร
ในที่สุดเราก็เดินทางมาถึงคุระบุรีก่อน 9 โมงเล็กน้อย สาวๆ พากันเข้าห้องน้ำ ส่วนผมซื้อข้าวเหนียวไก่ทอดเดินกินเล่นไป คอยเวลาเจ้าหน้าที่มาเรียกลงเรือ ด้วยความบังเอินเจอพี่ที่เคยรู้จักกันนานแล้วคนหนึ่งแกเป็นเจ้าของผับชื่อดังในภูเก็ต "Timber Hut" นั่นเอง ถามไถ่กันได้ความว่ามาเที่ยวดำน้ำคนเดียว แกชื่อ โกเอ๋
ได้เวลาลงเรือเพื่อมุ่งหน้าสู่หมู่เกาะสุรินทร์แล้ว ทุกคนดูตื่นเต้นกันพอสมควร ลืมบอกไปเรามีเพื่อนอีกกลุ่มหนึ่งเดินทางไปก่อนพวกเรา 1 วัน รวมพวกเราก็ 19 คน
ในที่สุดเราก็มาถึงหมู่เกาะสุรินทร์อันสวยใส ลงจากเรือมาก็เจอเด็กมอแกน เดินเข้ามาหาพวกเราเหมือนจะขอขนมกิน พวกเราตื่นเต้นกันเพราะความใสและความเขียวของน้ำทะเล
ถ่ายรูปหมู่กันที่ป้ายมีคนนึงทักขึ้นมาว่า เอ้ย.. รีบถ่ายไปไหนว่ะ เรายังอยู่อีกหลายวัน อิอิ มาวันนี้คิดถูกครับที่เราถ่ายกันก่อนเพราะอีกวันถัดมาป้ายมันหายไปไหนก็ไม่รู้
หลังจากนั้นก็กินข้าวกินปลาที่ทางอุทยานจัดให้อร่อยมากครับ พอเสร็จ ผมก็ไปหาที่กางเต็นท์ เดินอยู่นานหายากมากครับแทบไม่มีที่กาง ในที่สุดก็ตัดสินใจมากางที่ช่องขาด ตรงหน้าหาดเลย เอาโซนเดียวกับเพื่อนๆ
เจอ อ้น สราวุธ ที่เป็นดารา มากับนาธาน และเพื่อนประมาณ7-8 คน กางอยู่ข้างๆ ผมประมาณ 3 เมตร
พอเรียบร้อยก็ออกเดินทางไปดำน้ำ ตามที่เขาจัดตารางให้ ตอนไปดำน้ำเสียดายไม่กล้าพากล้องไปเลยไม่มีภาพมาฝากครับ ดำน้ำเสร็จก็กลับมาที่พัก อาบน้ำอาบท่าก็ออกมาเดินเล่นถ่ายภาพกันอย่าสนุกสนาน
ดูเวลาใกล้จะได้เวลากินข้าวอีกเระ
หลังจากทานข้าวเสร็จก็มาเล่นดอกไม้ไฟกันสนุกสนาน แต่ภาพสุดท้ายที่ทำให้เราทุกคนหยุดเล่นแถมขนลุกทันทีที่ผมทักขึ้นมาว่า ดูคล้ายกับ “ลอโบง” หรือไม้แกะสลักของชาวมอแกน ที่ตั้งอยู่หน้าเกาะ ไว้เป็นเครื่องราง
สาวๆ ทุกคนกลับที่พักเหลือผมกับเพื่อนขนเบียร์ ไปนั่งกินหน้าเต็นท์ กันสองคนดูเวลาก็ประมาณ 4 ทุ่ม คุยกันไปเรื่อยเปื่อย เพื่อนพูดล้อเล่นผมว่า พี่ น้ำขึ้นจะถึงเต็นท์ แล้ว อิอิ ผมเดินไปดูเห็นน้ำขึ้นจริงๆ
ลองวัดดูห่างจากเต็นท์ผมประมาณ 1 ก้าว เรานั่งกินเบียร์ ไปคนละประมาณ 5-6 กระป๋อง (กินกันอึดเหมือนกัน) แต่ก็รู้สึกเหงาเพราะ นั่งกัน 2 คน ตอนนี้ประมาณ 5 ทุ่ม ผมไปวัดน้ำ อีกแค่คืบเดียวถึงเต็นท์เลยครับ
โหพี่ สัมผัสธรรมชาติอย่างแท้จริง ไอ้เพื่อนมันเยาะเย้ย... พอตกเที่ยงคืน จึงบอกมันว่า ไปนอนแล้วว่ะเต็นท์ใครเต็นท์มัน คืนนั้นผมนอนรู้สึกหลับๆ ตื่นๆ ไม่รู้เป็นอะไร นอนไม่หลับ ดูเวลา ก็ตี 5.45 ก็ออกจากเต็นท์มาเดินสูดอากาศสดชื่นดีกว่า
รอเวลาพอมีแสงแรกของวันใหม่ เห็นผู้คนก็เริ่มตื่นกันแล้ว เลยคว้ากล้องออกมาถ่ายรูปเล่นทั้งที่หน้ายังไม่ล้าง ขาตั้งก็ไม่มี เอาน่าถ่ายสักหน่อยเพราะเห็นน้องคนหนึ่งตั้งใจถ่ายมากเลย น้องคนนี้มารู้จักกันทีหลังนะครับ
ประมาณ 8โมงเพื่อนๆ ก็เริ่มตื่นแล้วก็เลยลงมาถ่ายภาพเล่นกันหน้าหาด หลังจากนั้นได้เวลากินข้าว พวกเราเดี๋ยวกินข้าวเสร็จใครจะไปดำน้ำบ้าง มีพี่คนหนึ่งถามขึ้นมา ตอนนั้นเห็นมียกมือกันหลายคน แต่ผมไม่ไปเพราะมีคนบอกว่าให้ลองขึ้นเขาไปดูอาจจะได้ภาพสวยๆ ก็เลยขอไม่ไป
ผมกลับมาที่ช่องขาดอีกครั้งเห็นน้ำขึ้นเกือบถึงฝั่ง เห็นคนเดินเล่น เจอ โกเอ๋ เจ้าของผับ ทิมเบอร์ ฮัท เดินอยู่ดนเดียว ก็เข้าไปทัก และก็ถ่ายรูปให้แก 2 รูป แกพูดกับผมประโยคสุดท้ายว่า "เอ่อดีว่ะ วันนี้มีคนถ่ายรูปให้ ปกติพี่ถ่ายให้แต่คนอื่น ขอบใจมาก" ผมบอกแกว่าจะเอาไปให้ที่ร้านแล้วกันนะครับ นึกไม่ถึงว่าภาพนี้จะเป็นภาพสุดท้ายของแก
จากนั้นผมก็เดินเล่นถ่ายภาพไปเจอกับลุงมอแกนมานั่งรอเมียกับลูกที่ ช่องขาด ก็เลยจับลุงมาเป็นนายแบบซะเลยเพราะท่าสูบซิ๊กก้าของแก ดูได้อารมณ์มาก ผมถ่ายแกอยู่นาน ทั้งลุยน้ำลงไปถ่าย ถ่ายจากบนฝั่ง แกชักทำหน้างงๆ
ผมกลับมาทางหน้าหาด เห็นกลุ่มนักท่องเที่ยวจากเรือโอเชี่ยน ปรินซ์เซ็ท พร้อมเสื้อชูชีพสีเหลืองเดินลงมาถ่ายรูปหน้าช่องขาดประมาณ 100 คนเห็นจะได้ เดินกันเหลืองเต็มหน้าหาดไปหมด ผมคิด และก็บ่นในใจ ตูจะถ่ายอะไรว่ะเนี้ยเดินกันเต็มไปหมด
ระหว่างนั้นผมก็เอะใจนิดหน่อยว่า ทำไมน้ำลดเร็วจัง ตอนเราเดินมายังเต็มอยู่เลย มาตอนนี้น้ำมันหายไปไหนแล้ว
ผมเดินมาเจอเพื่อนที่ไม่ไปดำน้ำนั้งกันอยู่ 5-6 คน พร้อมปรึกษาว่าผมจะขึ้นเขา ใครจะไปบ้าง มีน้องคนหนึ่งทักผมว่าอย่าไปเลยพี่เดี๋ยว 11 โมง พวกที่ดำน้ำก็กลับมาแล้ว แค่ชั่วโมงเดียวพี่ลงมากินข้าวไม่ทันหลอก ฮื่อ ผมคิดนิดนึงเอาเป็นว่าไม่ไปก็ได้ เดินถ่ายหน้าหาดเหมือนเดิน ในขณะนั้นเห็นลุงมอแกนพายเรือมาหน้าหาดแล้ว เมียแกเดินกระเตงลูกมาขึ้นเรือ แต่ก็ทำหน้า งง กลัวๆ ไม่ยอมออกจากฝั่ง แกหันมาทางผม แล้วชี้มือไปด้านหน้าของเกาะ แล้วบอกว่า “น้ำปิด” น้ำมาเร็ว ผมก็ไม่เข้าใจ เห็นแค่น้ำ ไหลไปแรงมาก ผมเห็นคลื่นตีฟองอยู่ไกลๆ ผมก็ยังเฉยๆ แต่แกกับเมียลงจากเรือแล้วเข็นเรือทวนน้ำหนีออกไปทางหลังเกาะ หลังจากนั้นผมเห็นคลื่นลูกใหญ่ประมาณ 2 เมตรเห็นจะได้มาด้วยความเร็วมาก คิดในใจน่าเล่นวินเซิฟร์ ก็เลยรีบวิ่งไปถ่ายรูปในขณะเดียวกันมันก็กวาดนักท่องเที่ยวที่ถ่ายรูปเล่นกันอยู่ กระเด็นไหลตามน้ำไป มีเสียงร้องให้ช่วย บางคนชูกล้องเพราะกลัวเปียกน้ำ ผมถ่ายได้ 2 ภาพ หันไปดูที่เต็นท์ของผม เห็นด้านข้างเกาะเหมือนน้ำล้นทะลักเข้ามา ก็รีบวิ่งมาที่เต็นท์ด้วยความเป็นห่วงเพราะยืมเพื่อนมา ผมรีบถอนสมอบก และยกเต็นท์วิ่งหนี้น้ำ ในมือยังถือ 300D อยู่ แต่ผมต้านแรงน้ำไม่ไหวครับเลยตัดสินใจปล่อยเต็นท์ แล้วสบัดรองเท้า สกอร์ คู่ชีฟที่ใส่มาหลายปี กระโดด แต่พลาดครับ 300D จุ่มลงไปในน้ำ ส่วนมืออีกข้างผมคว้าต้นไม้ไว้ได้ ต้นไม้ที่ผมคว้าไว้ได้ไม่ใหญ่นักครับเป็นรูปตัวV มีน้องคนที่ถ่ายภาพอยู่หน้าหาดคนนั้นมาเกาะอยู่ต้นเดียวกันกับผม หันหลังไปเห็นแอ้มเพื่อนผมกำลังเก็บของในเต็นท์ แต่ไม่ทัน น้ำพัดเธอไหลไปทางหลังเกาะ
ในใจตอนนั้น ด้วยความไม่รู้ผมคิดตำหนิเจ้าหน้าที่อยู่ในใจ ว่า ทำไมฤดูน้ำหลากอย่างนี้ ยังให้นักท่องเที่ยวมาเที่ยวกัน ในขณะที่น้ำพัดเอาเต็นท์ สัมภาระ กระเป๋า ทุกอย่างผ่านตัวผมไป น้ำตอนนั้นประมาณเกือบหน้าอก ผมบอกให้น้องช่วยเอา 300D ใส่เป้ข้างหลังของผมให้หน่อย เพราะกดไม่ได้แล้ว ผมถามน้องว่าเอาไงดี น้องบอกออกมาทันใด พี่ปีน ผมจึงเหยียบตรงง่ามรูปตัว v แล้วปีน ปรากฏว่า ปีนไม่ไหวครับ กระเป๋ากล้องผมหนักมาก ก็ได้แค่เหยียบตัว V ไว้ ในใจนึกถึงแม่ทันที
ผ่านไปซัก 5นาทีน้ำลดความแรงลงนิดนึงผมตัดสินใจลองลุยน้ำดู ปรากฏว่าสามารถลุยน้ำขึ้นมาบนภูเขาด้านข้าง มีเพื่อนผู้หญิงยืนอยู่หนึ่งคน ผมจึงเอา 300D ขึ้นมาถ่ายได้อีก2-3 รูป แล้วกล้องก็ดับไป ผมพาเธอข้ามเขา มาที่หน้าจุดรับนักท่องเที่ยว หาชูชีฟใส่ ถามเจ้าหน้าที่ว่าเกิดอะไรขึ้น พี่เขาบอกว่าไม่ทราบทำงานที่นี่มา 10 ปียังม่เคยเห็นอะไรแบบนี้
ผมไปช่วยเจ้าหน้าที่ เข็นเรือออกไปช่วยคนที่ถูกน้ำพัดออกไป มีคนลงมาช่วยเยอะเหมือนกัน ใจก็ยังนึกถึง เพื่อนที่ถูกน้ำพัดไปด้วยความเป็นห่วง สายตาก็มองหา ไม่เห็นเธอจนกระทั่ง เจ้าหน้าที่ รับเธอกลับมาได้พร้อมด้วยนักท่องเที่ยวคนอื่น
ผมยังคงช่วยเหลือ โดยเข็นเรือที่ออกไปช่วยคน มีคนหนึ่งตะโกนมาว่า มาอีกแล้ว สายตาผมหันไปทางทะเลทันทีมองห็นคลื่นลูกใหญ่ กำลังมา ระยะประมาณ 500 เมตรได้ ทุกคนวิ่งอย่างไม่คิดชีวิตขึ้นภูเขา ได้ยินคลื่นและเสียงไม้หัก เสียงดังมาก ในใจก็รู้สึกหลอนๆ กลัวๆ สัก 10 นาทีจึงสงบลง
ผมเดินลงมาสำรวจหลังจากเสียงสงบลง ภาพที่เห็น ห้องอาหารที่ใหญ่โต โต๊ะ เก้าอี้ เสา หายไปหมด ไม่เหลืออะไรเลยนอกจากพื้นปูน จุดรับนักท่องเที่ยวกระจกแตก ทุกอย่างพัง เจ้าหน้าที่ไล่ให้ขึ้นไปบนเขา ใจผมก็ยังเป็นห่วงพวกที่ไปดำน้ำว่าจะเป็นไงบ้าง ถามเจ้าหน้าที่ได้ความว่าปลอดภัยดี ก็อุ่นใจนิด แต่มีเจ้าหน้าที่ท่านหนึ่งบอกว่าภูเก็ตก็โดน สะพานสารสินขาด บางคนบอกให้ทำใจ ได้รับรายงานว่า ภูเก็ตเหลือเพียงตำนาน เพราะตอนนี้จมไปทั้งเกาะแล้ว อึ้งครับ..... ผมตกใจมาก น้ำตาไหล ด้วยความเป็นห่วงคนที่อยู่ที่บ้าน จิตใจ คิดไปต่างๆ นานา
ผมยังนั่งอยู่คนเดียวอย่างร้อนลุ่มในใจ จึงตัดสินใจเดินขึ้นเขาไปตามหาเพื่อนๆ ที่ตอนนี้ขึ้นเขาไปสูงมาก แทบจะถึงยอดเขา เพราะด้วยความตกใจกลัว ผมบอกเพื่อนว่า ภูเก็ตก็โดนนะแต่ไม่ทราบเป็นไงบ้าง หลังจากนั้นพาทุกคนลงมาที่ห้องพัก ลืมบอกไปครับห้องพัก อยู่บนภูเขา นะครับ นั่งรอเวลา มีเจ้าหน้าที่เอา น้ำ ขนม มาแจก ประทังความหิว
เวลาประมาณบ่าย 3 พวกที่ไปดำน้ำก็กลับมา สำรวจดูอยู่กันครบ ทั้ง 19 คน เจ้าหน้าที่บอกให้ทุกคนเตรียมข้าวของให้พร้อม เราจะอพยพทุกคนขึ้นเรือ โอเชียน ปรินซ์เซ็ท แบ่งกลุ่ม ละ 15 คน เป็นชุดๆ เพื่อขึ้นเรือหางยาว ไปยังเรือใหญ่ กว่าจะได้ขึ้นก็ ประมาณ 6 โมงกว่าเห็นจะได้ โดยกลุ่มผมอยู่หน้า อ้นสราวุธ หนึ่งกลุ่ม
หลังจากขึ้นเรือมาได้ ก็ได้รับการต้อนรับทั้งข้าว ปลาอาหาร ที่พัก อย่างดีจากทางเรือ มีพนักงานเอากางเกงของกับตันเรือมาให้ผมใส่ เพราะตัวที่ผมใส่ขาด ต้องขอขอบคุณมา ณ ที่นี้ด้วย
ผมประทับใจ เจ้าหน้าที่ทุกคนบนเรือมากครับ ทั้งที่พวกเราไม่ใช่แขกของเรือ บริการพวกเราแบบ ดีที่สุด นี่แหละครับน้ำใจคนไทย
ส่วนกล้อง 300D ผมเอาแบตออกเช็ดทุกอย่างให้แห้ง และไม่เปิดประมาณ 2-3 วัน มั่นใจว่าแห้งสนิด ปรากฏว่าใช้งานได้ปกติครับ อุปกรณ์ทุกชิ้น ยกเว้นที่ชาร์ทถ่านซึ้งติดอยู่ในเต็นท์ อยู่ในสภาพดี
สุดท้ายก็ขอบคุณทุกคนที่ติดตามอ่านกันนะครับ หวังว่าไม่ช้าไปนะครับ แค่ 3 ปี เอง
ขอแสดงความเสียใจจากการจากไปของผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ครั้งนี้ รวมทั้ง โกเอ๋ ทิมเบอร์
26 Dec 2004